“ความจริงในชั่วชีวิตของมนุษย์เรา ที่บันดาลให้หดหู่รันทดสุดแสน มิใช่เป็นการจำพราก แต่เป็นได้อยู่ร่วม”
“อยู่ร่วม”
“ใช่ หากไม่ได้อยู่ร่วมกัน ไหนเลยมีการจำพราก”
จากหนังสือ ‘ชีวิต ความแค้น และความเหงา’ รวมปรัชญาวาทะจากวรรณกรรมอมตะของโก้วเล้ง
*******************
เขามาที่สวนสาธารณะในเวลาเดียวกันนี้ทุกอาทิตย์ วันนี้ก็เช่นกัน ตอนนี้อากาศค่อนข้างดี มีสายลมพัดเอื่อย อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ยามเย็นอย่างนี้ผู้คนพากันมาพักผ่อนหย่อนใจ บ้างมากับครอบครัว หลายคู่มากับคนรัก เขาเห็นหนุ่มสาว 2 – 3 คน วิ่งเหยาะ ๆ รอบสระน้ำ
‘ทำไมเธอยังไม่มาอีกนะ’ เขาหยิบนาฬิกาข้อมือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูเวลา
“ขอโทษครับพี่ กี่โมงแล้วครับ” เด็กหนุ่มที่วิ่งอยู่ข้างสระน้ำเมื่อสักครู่นั่นเอง
“อีก 2 – 3 นาที จะ 4 โมงเย็น” เขาตอบด้วยสีหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม
“กี่โมงนะครับ” ชายหนุ่มถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน
“อีก 2 – 3 นาที จะ 4 โมงเย็น” เขาตอบซ้ำคำเดิม
เด็กหนุ่มวิ่งจากไป แต่เขายังทันได้ยินเสียงพึมพำ ‘บ้าเปล่าวะ’
วันนี้ของปีที่แล้ว
เขานั่งรอเธอที่สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นอย่างนี้ตลอดมา ที่เขาและเธอนัดพบกันทุกวันเสาร์ เวลา 4 โมงเย็น และทุกครั้งเขามารอเธอก่อนเวลาเสมอ ‘นิสา’ คนรักของเขา เธอสวยงาม อ่อนหวาน จิตใจดี เขาและเธอรักกันมาก สำหรับเขาแล้วเธอคือความหวัง คือกำลังใจ และเป็นทุกสิ่งสำหรับเขา ระยะเวลาผ่านไป 2 ปี ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ความรักระหว่างเขาและนิสาไม่เคยจืดจาง แต่ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
เขาเคยบอกเธอว่า “ผมคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีสา อย่าทิ้งผมไปไหนนะ”
“สารักคุณ ไม่มีวันทิ้งคุณได้ นอกเสียจากความตายจะพรากเราเท่านั้น” นิสาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จำได้ว่าเขาดุเธอ
“อย่าพูดอย่างนี้อีกนะสา ผมเชื่อแล้วล่ะว่าคุณจะไม่ทิ้งผมไปไหน” เขาพูดพร้อมกอดเธอกระชับเข้ากับอก
วันนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เขาตั้งใจว่าจะขอนิสาแต่งงาน แม้จะมั่นใจว่าเธอคงไม่ปฏิเสธ แต่เขาก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เขาแต่งตัวอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ มารอเธอก่อนเวลานัดตั้งชั่วโมง เตรียมซ้อมคำพูดที่จะขอเธอแต่งงาน ยิ่งใกล้ 4 โมงเย็นเขายิ่งกระวนกระวาย หยิบแหวนขึ้นมาดู และหันไปมองทางด้านที่เธอมักเดินเข้ามาบ่อยครั้ง เขาเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ อีก 2 – 3 นาทีจะ 4 โมงเย็น
พลันเขาได้ยิน “โครม” เสียงดังสนั่น เสียงมาจากถนนด้านหน้าสวนธารณะ ต่อจากนั้นเป็นเสียงเอะอะโวยวาย
“ว๊าย! คนถูกรถชน” ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
เขาวิ่งไปยังต้นเสียง เห็นคนมุงดูอะไรสักอย่างข้างถนน เขาแหวกผู้คนจนมองเห็นสิ่งนั้น ร่างไร้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาที่เขาคุ้นเคย สวมชุดสีชมพูสดใส เพียงแต่ขณะนี้สีนั้นถูกปนด้วยสีของเลือด
เขานึกถึงตอนที่โทรศัพท์ไปหานิสาเมื่อเช้า ‘วันนี้อย่าลืมใส่ชุดสีชมพูนะ สาใส่ชุดนั้นแล้วสวยมาก’
“คนรู้จักหรือเปล่าครับ” ใครคนหนึ่งถามเขา
“เปล่าครับ ไม่รู้จัก” เขาตอบพร้อมเดินออกมา ตาเลื่อนลอยคล้ายไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีก
ทรุดลงนั่งที่ม้านั่งตัวเดิม แกะนาฬิกาออกจากข้อมือ คว้าก้อนหินที่อยู่ใกล้ ๆ ทุบนาฬิกาจนกระจกหน้าปัดแตกละเอียด เขาปัดเศษกระจกออกจากหน้าปัด แล้วหมุนเข็มนาฬิกาให้ก่อนเวลา 4 โมงเย็น 2 – 3 นาที แล้วใส่ข้อมือไว้เหมือนเดิม
แว่วเสียงเพลง เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล
‘นึกถึงเธอบอกกับฉัน
มีแต่ความตายเท่านั้น
ที่จะพรากเราไปจากกันได้
วันนี้คนที่เรารักมาจากเราไป
ความตายพรากเธอไปไหนใครเล่าจะรู้
เธอคงจะเหงา เคว้งคว้างคงเศร้าสับสน
ผู้คนมากมายความตายไยเลือกเอาเธอ
ไปแล้วไม่มี..หวนคืน’
“กี่โมงแล้วครับพี่” คนที่มาวิ่งจ๊อกกิ้งคนหนึ่งถาม
เขาเงยหน้าแล้วตอบ “อีก 2 – 3 นาที จะ 4 โมงเย็น”
“อยู่ร่วม”
“ใช่ หากไม่ได้อยู่ร่วมกัน ไหนเลยมีการจำพราก”
จากหนังสือ ‘ชีวิต ความแค้น และความเหงา’ รวมปรัชญาวาทะจากวรรณกรรมอมตะของโก้วเล้ง
*******************
เขามาที่สวนสาธารณะในเวลาเดียวกันนี้ทุกอาทิตย์ วันนี้ก็เช่นกัน ตอนนี้อากาศค่อนข้างดี มีสายลมพัดเอื่อย อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ยามเย็นอย่างนี้ผู้คนพากันมาพักผ่อนหย่อนใจ บ้างมากับครอบครัว หลายคู่มากับคนรัก เขาเห็นหนุ่มสาว 2 – 3 คน วิ่งเหยาะ ๆ รอบสระน้ำ
‘ทำไมเธอยังไม่มาอีกนะ’ เขาหยิบนาฬิกาข้อมือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูเวลา
“ขอโทษครับพี่ กี่โมงแล้วครับ” เด็กหนุ่มที่วิ่งอยู่ข้างสระน้ำเมื่อสักครู่นั่นเอง
“อีก 2 – 3 นาที จะ 4 โมงเย็น” เขาตอบด้วยสีหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม
“กี่โมงนะครับ” ชายหนุ่มถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน
“อีก 2 – 3 นาที จะ 4 โมงเย็น” เขาตอบซ้ำคำเดิม
เด็กหนุ่มวิ่งจากไป แต่เขายังทันได้ยินเสียงพึมพำ ‘บ้าเปล่าวะ’
วันนี้ของปีที่แล้ว
เขานั่งรอเธอที่สวนสาธารณะแห่งนี้ เป็นอย่างนี้ตลอดมา ที่เขาและเธอนัดพบกันทุกวันเสาร์ เวลา 4 โมงเย็น และทุกครั้งเขามารอเธอก่อนเวลาเสมอ ‘นิสา’ คนรักของเขา เธอสวยงาม อ่อนหวาน จิตใจดี เขาและเธอรักกันมาก สำหรับเขาแล้วเธอคือความหวัง คือกำลังใจ และเป็นทุกสิ่งสำหรับเขา ระยะเวลาผ่านไป 2 ปี ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ความรักระหว่างเขาและนิสาไม่เคยจืดจาง แต่ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
เขาเคยบอกเธอว่า “ผมคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีสา อย่าทิ้งผมไปไหนนะ”
“สารักคุณ ไม่มีวันทิ้งคุณได้ นอกเสียจากความตายจะพรากเราเท่านั้น” นิสาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จำได้ว่าเขาดุเธอ
“อย่าพูดอย่างนี้อีกนะสา ผมเชื่อแล้วล่ะว่าคุณจะไม่ทิ้งผมไปไหน” เขาพูดพร้อมกอดเธอกระชับเข้ากับอก
วันนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เขาตั้งใจว่าจะขอนิสาแต่งงาน แม้จะมั่นใจว่าเธอคงไม่ปฏิเสธ แต่เขาก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เขาแต่งตัวอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ มารอเธอก่อนเวลานัดตั้งชั่วโมง เตรียมซ้อมคำพูดที่จะขอเธอแต่งงาน ยิ่งใกล้ 4 โมงเย็นเขายิ่งกระวนกระวาย หยิบแหวนขึ้นมาดู และหันไปมองทางด้านที่เธอมักเดินเข้ามาบ่อยครั้ง เขาเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ อีก 2 – 3 นาทีจะ 4 โมงเย็น
พลันเขาได้ยิน “โครม” เสียงดังสนั่น เสียงมาจากถนนด้านหน้าสวนธารณะ ต่อจากนั้นเป็นเสียงเอะอะโวยวาย
“ว๊าย! คนถูกรถชน” ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
เขาวิ่งไปยังต้นเสียง เห็นคนมุงดูอะไรสักอย่างข้างถนน เขาแหวกผู้คนจนมองเห็นสิ่งนั้น ร่างไร้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาที่เขาคุ้นเคย สวมชุดสีชมพูสดใส เพียงแต่ขณะนี้สีนั้นถูกปนด้วยสีของเลือด
เขานึกถึงตอนที่โทรศัพท์ไปหานิสาเมื่อเช้า ‘วันนี้อย่าลืมใส่ชุดสีชมพูนะ สาใส่ชุดนั้นแล้วสวยมาก’
“คนรู้จักหรือเปล่าครับ” ใครคนหนึ่งถามเขา
“เปล่าครับ ไม่รู้จัก” เขาตอบพร้อมเดินออกมา ตาเลื่อนลอยคล้ายไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีก
ทรุดลงนั่งที่ม้านั่งตัวเดิม แกะนาฬิกาออกจากข้อมือ คว้าก้อนหินที่อยู่ใกล้ ๆ ทุบนาฬิกาจนกระจกหน้าปัดแตกละเอียด เขาปัดเศษกระจกออกจากหน้าปัด แล้วหมุนเข็มนาฬิกาให้ก่อนเวลา 4 โมงเย็น 2 – 3 นาที แล้วใส่ข้อมือไว้เหมือนเดิม
แว่วเสียงเพลง เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล
‘นึกถึงเธอบอกกับฉัน
มีแต่ความตายเท่านั้น
ที่จะพรากเราไปจากกันได้
วันนี้คนที่เรารักมาจากเราไป
ความตายพรากเธอไปไหนใครเล่าจะรู้
เธอคงจะเหงา เคว้งคว้างคงเศร้าสับสน
ผู้คนมากมายความตายไยเลือกเอาเธอ
ไปแล้วไม่มี..หวนคืน’
“กี่โมงแล้วครับพี่” คนที่มาวิ่งจ๊อกกิ้งคนหนึ่งถาม
เขาเงยหน้าแล้วตอบ “อีก 2 – 3 นาที จะ 4 โมงเย็น”